Title: ซกมกแมน & เพอร์เฟคบอย
Author:Koekun
Couple: Yoosu
Rate : PG-13
-----------------------------------------------------------------------------------
Part 12
ร่างเล็กใต้ผืนผ้านุ่มนอนคุดคู้ไม่ยอมตื่น ช่างน่าแปลกสำหรับคุณหนูคิมที่หลับสนิทในเช้าวันธรรมดาเช่นนี้ นาฬิกาดิจิตอลดังบอกเวลาเตือนหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถปลุกกายบางคนขยันได้เลย จนกระทั่งแสงแดดยามสายส่องปะทะใบหน้าหวานเข้าอย่างจัง ร่างเล็กจึงจะยอมปรือตาตื่นได้
เสียงครางเกียจคร้านดังแผ่วพร้อมสองแขนเรียวยกสูงเป็นการไล่อาการง่วงเหมือนทุกเช้า หากแต่วันนี้เพิ่มอาการปวดเมื่อยตามร่างกายและเจ็บแปลบยังเบื้องล่าง ร่างเล็กร้องอุทานเบาๆก่อนจะก้มลงมองสภาพของตนเองในยามนี้
ใบหน้าหวานซับสีเลือดจนแดงไปทั้งดวงหน้าเมื่อพบว่าตนเองเปลือยเปล่าไร้สิ่งใดปกปิด ซ้ำยังมีรอยแดงทั่วตัวยิ่งเพิ่มแรงบีบหัวใจเป็นเท่าตัว ภาพความทรงจำแสนหวานค่อยๆย้อนเข้ามาให้ห้วงความคิดจนคุณหนูตัวน้อยจำความทุกอย่างได้
“หวา...นี่เรา...งื้ออออ~” สองมือเล็กยกขึ้นปิดใบหน้าและส่ายหัวกลมไปมาอยู่นาน สองตาเรียวเหลือบมองร่างสูงข้างกายก็ยิ่งสร้างความเขินมากกว่าเดิม เพราะพันตำรวจอยู่ในสภาพเปลือยไม่ต่างกัน
“งื้ออออออ” ร่างเล็กเคอะเขินหนักจนต้องรีบพากายไปยังห้องน้ำ ไม่ว่าจะล้างตัวจุดใดบนร่างกาย เขาก็จะพบรอยวงสีกุหลาบทุกครั้ง คล้ายกับการเน้นย้ำว่าคิม จุนซูเป็นของใคร
จุนซูเดินกะโพลกกะเพลกกลับไปยังห้องนอนและเปิดสู้เสื้อผ้าด้วยความยากลำบาก อาการเจ็บยังเบื้องล่างทำให้เขาทำอะไรได้เชื่องช้า ร่างเล็กยืนคิดอยู่นานว่าจะสวมชุดนักเรียนดีหรือไม่ เมื่อตัดสินใจได้ มือเรียวคว้าเสื้อเชิ้ตนักเรียน กางเกงขายาวและสูทสีขาวสวมใส่
...ไม่ว่าจะอย่างไร การเรียนก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคิม จุนซู...
“คะ...คุณยูชอนฮะ” เสียงเล็กเอ่ยปลุก จุนซูเขย่ากายแกร่งเบาๆด้วยความเขิน แต่อีกฝ่ายไม่ยอมตื่น
“ตื่นๆๆๆๆ สายแล้วฮะ ตื่นได้แล้ววว~” มือเรียวออกแรงตีหัวไหล่แกร่งป้าบๆจนร่างสูงสะดุ้งตื่น
“ไปอาบน้ำแล้วมากินข้าว!” เสียงเล็กสั่งน้ำเสียงแหลมก่อนจะตามด้วยการปาหมอนข้างกระแทกใส่ใบหน้าคม จุนซูรีบเดินจ้ำไปยังห้องครัวเพื่อทำอาหารเช้า
ยูชอนงัวเงียตื่น กายแกร่งลุกขึ้นนั่งกับพื้นเตียงพลางเกาหัวแครกๆไล่อาการง่วงอยู่สักครู่ก่อนจะลุกเดินไปยังห้องครัว เหมือนเช่นเดิม สายตาคมจับจ้องไปยังเด็กในปกครองที่กำลังทำอาหารเช้าด้วยสีหน้าขมักเขม้น ร่างสูงรีบขยี้ตาตนเอง
“บอกให้ไปอาบน้ำไง! ยืนบื้ออะไรอยู่ฮะ” จุนซูหันมาเห็นนายตำรวจยืนอ้าปากหน้าอึ้งอยู่นานจึงต่อว่า ก่อนจะหันไปทอดเนื้อบดในกะทะต่อ
“จุนซู...” ยูชอนเดินเข้ามาหาร่างบางอย่างอึ้งๆ ก่อนจะกอดเอวบางจากด้านหลัง
“คุณทำอะไรน่ะ!? อย่าเพิ่งซนสิฮะ เดี๋ยวเนื้อไหม้กันพอดีหรอก” จุนซูใช้ตะหลิวเคาะหัวร่างสูงสองสามที ยูชอนกอดกายบางไว้แน่นพลางส่งเสียงหัวเราะเบาๆอย่างพึ่งพอใจ
“ปล่อยซิฮะ” คุณหนูตัวน้อยสะบัดตัวออกมาก่อนจะลงไม้ลงมือตีหัวไหล่แกร่งป้าบๆเต็มกำลัง คราวนี้ร่างสูงไม่โวยวาย กลับหัวเราะออกมาและเอ่ยอะไรๆที่แปลกประหลาดที่สุด
“ตีอีกดิ แรงๆเลย ตีเลยๆๆๆ” ร่างเล็กอึ้ง ...คุณยูชอนเป็นพวกมาโซคิสหรือนี่!?...
“คุณเป็นบ้าอะไรของคุณน่ะ!? ท่าจะบ้าแล้วนะ” จุนซูขมวดคิ้วเข้าหากันพลางกอดอกแน่น
“เหล้าที่ดื่มเมื่อวาน ผมเทใส่ชักโครกแล้วนะฮะ บุหรี่ก็เอาไปทิ้งใส่ถังขยะเรียบร้อย...อย่าคิดแม้แต่จะโอดโอย เพราะมันไม่ดีต่อสุขภาพ และเช้านี้ผมจะลงโทษคุณโดยการทำสลัดผักจานใหญ่ให้คุณทาน!” เสียงเล็กบ่นฉอดๆน้ำเสียงสูง แต่จุนซูหน้าบึ้งได้ไม่นาน เพราะผู้ปกครองของตนกลับยิ้มกว้างและกอดกายบางแน่น
“จริงหรอ! ไชโย่วววววว~~~” ยูชอนอุ้มร่างบางพลางหมุนรอบไปทุกทิศอย่างมีความสุข
“แว้กกกกกก คุณยูชอนนนน คุณเป็นบ้าไปแล้วววว” จุนซูร้องลั่นและดิ้นไปมาในอ้อมกอดแกร่ง ร่างสูงวางร่างเล็กลงก่อนจะขยี้ผมนุ่มด้วยความเอ็นดู
“ดีใจจังที่นายเป็นแบบเดิมแล้วตัวเล็ก” ร่างสูงยิ้มกว้าง จุนซูรู้ดีว่านายตำรวจหมายถึงอะไร
“ไปอาบน้ำแล้วรีบมากินข้าวสิฮะ...” ร่างเล็กยิ้มหวานเช่นเดิมให้กับร่างสูง ยูชอนอมยิ้มน้อยๆและทำตามคำสั่งอย่างไม่อีดออด
.
.
.
.
เหมือนทุกเช้า พันตำรวจเอกปาร์ค ยูชอนขับชอปเปอร์คู่ใจไปส่งคุณหนูตัวน้อยคิม จุนซู ร่างเล็กกอดรอบเอวหนาแน่นและซุกหน้าหลับตาปี๋เพราะกลัวความเร็วที่ร่างสูงขับเคลื่อน แรงกอดรัดแน่นจากด้านหลังทำให้ยูชอนยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
บรรยากาศข้างทางเดิมๆ ลมพัดผ่านตีใบหน้าจนต้องก้มหลบก็เป็นเช่นเดิม แผ่นหลังกว้างอันเป็นที่พักพิงจากเจ้าชายคนเดิม หัวใจเต้นรัวเร็วเหมือนทุกวันแต่เหตุใดวันนี้ ร่างเล็กถึงได้ใจเต้นรัวมากกว่าทุกครั้ง เช่นเดียวกับร่างสูง ทั้งๆที่ขับเครื่องยนต์ด้วยความเร็วสูงเช่นเดิม เส้นทางเดิมๆและรู้สึกดีที่มีคนตัวเล็กเกาะตนเองแน่น ไม่เคยใจเต้นแรงอะไรกับกริยาแบบนั้น แต่ทำไมวันนี้ยูชอนถึงได้รู้สึกเขินขึ้นมาเสียดื้อๆ หัวใจก็ดูจะเต้นแรงผิดปกติและไหนจะสายตาที่คอยแอบมองคนตัวเล็กจากกระจกก็เปลี่ยนไป แต่ที่สำคัญที่สุด
...ความรู้สึกที่ปาร์ค ยูชอน มีต่อคิม จุนซู มันไม่เหมือนเดิม...
“ถะ...ถึงแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยตะกุกตะกัก และหันมาสะกิดแขนเรียวเป็นสัญญาณให้ลงจากรถ จุนซูค่อยๆหย่อนเท้าแตะพื้น ก่อนจะก้าวลงมาช้าๆ
“ขอบคุณฮะ” ใบหน้าหวานยิ้มน้อยๆ กายบางหมุนตัวหมายจะเข้าโรงเรียน แต่กลับถูกมือหนารั้งแขนเรียวไว้ ยูชอนตีสีหน้าเข้ม ดูจริงจังจนร่างเล็กประหลาดใจ
“เรื่องเมื่อคืน...ฉันจะรับผิดชอบนายเอง...ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” ร่างสูงเอ่ยพลางจับจ้องใบหน้าหวานตาไม่กระพริบ จุนซูกระพริบตาปริบๆก่อนจะรีบก้มหน้าหลบเมื่อสมองตีความหมายออกมา
...รับผิดชอบ!? นี่คุณยูชอนกำลังขอเราแต่งงานใช่ไหม!?...
“อืม...” เสียงหวานตอยรับสั้นๆและหยักหน้ารับเชิงรับรู้ พวงแก้มใสซับสีเลือดจนแดงระเรื่อชัดเจน พันตำรวจยิ้มบางก่อนจะปล่อยแขนเรียวให้เป็นอิสระ
“แล้วเอ่อ...3โมง...จะมารับนะ...” ยูชอนหลบสายตาเรียวก่อนจะรีบขับรถไปทำงาน จุนซูเอามือปิดหน้าด้วยความเขินอายและเดินเข้าโรงเรียนด้วยท่าทางแปลกๆ
แปลก! มันแปลกมากๆที่จะเห็นประธานนักเรียนตัวน้อยมาดนิ่งเดินเฉไปเฉมาบนระเบียงทางเดิน แถมใบหน้าหวานแดงระเรื่อ ทำมือขยุกขยิกบิดไปมา สายตาเรียวเหม่อลอยอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง
คิม จุนซู เด็กหนุ่มแสนเพอร์เฟค ทั้งรูปร่าง หน้าตาน่ารัก และมันสมองฉลาดหลักแหลม แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่าคุณหนูตัวจ้อยคนนี้...ชอบเพ้อฝันไปวันๆ...
...1 ในคนที่รู้คือ รองประธานนักเรียนคิม แจจุง...
“ฝันหวานถึงใครหรอจุนซู?” แจจุงเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนสนิทนั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่คนเดียวอยู่นานสองนาน และจุนซูเอาแต่เหม่อลอยทั้งวัน ไม่มีกระจิตกระใจเรียนหนังสือแม้แต่น้อย
“...ยูชอนขอฉันแต่งงาน...” เสียงเล็กหลุดออกมาอย่างแผ่วเบาตามสิ่งที่คิด หนุ่มหน้าสวยได้ยินถึงกับตาโต
“ห๊ะ!? นายว่าไงนะ!?” เสียงแหลมอัดกระแทกหูจนจุนซูได้สติ จึงรีบแก้ตัวพัลวัน
“เปล่าๆๆๆ ฉันกำลังจะบอกว่า คุณยูชอนเขา...เอ่อ...เขาบอกฉันว่า...จะรับ...” ถึงกระนั้นร่างเล็กก็ยังไม่ได้คิดคำแก้ตัวเลยแม้แต่น้อย เพราะสมองมัวแต่จินตนาการว่าตนเองอยู่ในชุดเจ้าสาว โดยมีเจ้าชายในดวงใจอยู่เคียงข้าง
“รับอะไร?” แจจุงขยับกายเข้ามาใกล้ร่างเล็กเพื่อจับผิด
“เขาจะมารับฉันตอน 3 โมง” จุนซูพูดรัวเร็วก่อนจะฉีกยิ้มแห้ง ซึ่งเป็นกริยาที่น่าสงสัยมากที่สุด แจจุงเลิกคิ้วสูง มีพิรุธขนาดนี้จะเชื่อได้ยังไง
“อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ นายดูแปลกๆไปนะ ไม่สบายใจอะไรรึเปล่า” ร่างบางนั่งลงข้างเพื่อนสนิท
“ไม่มีอะไรหรอก ช่วงนั้นฉันคิดมากนิดหน่อย แจจุงไม่ต้องเป็นห่วงนะ” จุนซูยิ้มเพื่อไม่ใช่เพื่อนสนิทกังวล
“หรอ...แล้วที่ว่าจะแต่งงานกับคุณยูชอนน่ะ จริงหรอ?” แจจุงฉวยโอกาสหลอกถามยามที่ร่างเล็กไม่ทันตั้งตัว
“บ้าหรอแจจุง~ เขาแค่ขอแต่ง...” เมื่อได้สติ ใบหน้าหวานก็แดงซ่านไปจนถึงใบหู
“แว้กกกกกก นี่นายหลอกถามฉันหรอ!?” มือเรียวตบหัวไหล่บางสองสามที ก่อนจะเอามาปิดใบหน้าเขินอายของตัวเอง
“นั่นไง นายมีอะไรปิดบังจริงๆด้วย เล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะท่านประธานคิม จุนซู” แจจุงหรี่ตาจับผิดร่างเล็ก ซึ่งจุนซูเองก็หมดหนทางหนี จึงต้องยอมเล่าเรื่องทุกอย่างจนหมดเปลือก
คิม แจจุง เพื่อนหน้าสวยแสนดีนั่งฟังอย่างตั้งใจโดยไม่เอ่ยแทรกขัดจังหวะแม้แต่น้อย ใบหน้าสวยนิ่งและมีสีหน้าครุ่นคิด ทุกเหตุการณ์ที่ร่างเล็กเล่าถูกมันสมองอันฉาดฉลาดวิเคราะห์และประมวลทีละขั้น ใบหน้าสวยตกใจนิดๆกับเรื่องเมื่อคืนของร่างเล็ก ก่อนจะอมยิ้มและอดนินทาในใจเสียไม่ได้
...โอ้โห เจ้าชายของนายดูท่าจะร้อนแรงไม่เบาเลยนะ...
“อืมมม สรุปว่านายกับเจ้าชายก็เสร...” แจจุงพูดไม่ทันจบก็มีมือเล็กมาปิดปากไว้
“อย่าพูดน้า~”
“โอเคๆ ตกลงว่า มีอะไรกันแล้ว” ใบหน้าหวานแดงปรี๊ดขึ้นมาทันที
“แต่...” เสียงหวานเอ่ยเข้มเช่นเดียวกับใบหน้าสวย
“นายแน่ใจหรอว่าคุณยูชอน ‘รัก’ นายน่ะจุนซู” จุนซูชะงักก่อนจะหันใบหน้าไปด้านข้าง สองมือเล็กรวบมาไว้บนตัก
“เขาบอกว่าเขารู้สึกดีที่อยู่กับฉัน แล้วก็จะปกป้องฉันจากคนไม่ดี...” ใบหน้าหวานก้มต่ำ เสียงเล็กแผ่วเบา น้ำเสียงฟังดูกังวลและสับสนอยู่ไม่น้อย
“แต่เจ้าชายของนายไม่ได้บอกว่า รักนายสักหน่อยนี่”
“เขาบอกไม่ได้ต่างหากล่ะ! คุณยูชอนกลัวคำทำนายเลยไม่กล้าบอก...เขาน่าสงสารออกนะ” จุนซูรีบแก้ต่างให้ทันที เพื่อนร่างบางขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
“ถ้าเกิด...เขาโกหกล่ะ? โกหกเพื่อหวังมีอะไรกันกับนาย อ้างว่าจะปกป้อง กุเรื่องคำทำนายนั่นขึ้นมา...ถ้าเกิดเขาไม่ได้รักนายจริงๆล่ะจุนซู” แจจุงเอ่ยเสียงอ่อนพลางยกมือเล็กมากุมไว้
“จุนซู...นายเป็นเพื่อนที่ฉันรักมากเลยนะ ฉันไม่อยากให้ผู้ใหญ่ที่นายเพ้อหาเขาทุกวันมาหลอกฟันนายน่ะ เข้าใจใช่ไหม?”
“แล้วที่ฉันพูดไปน่ะ ฉันหวังดีกับนาย...บางทีเราต้องคิดแง่ร้ายด้วย” จุนซูพยักหน้ารับช้าๆ สีหน้าหวานค่อยๆหมองลงทีละน้อย
“นายน่ะมองโลกในแง่ดีมากเกินไปแล้วรู้ไหม” แจจุงลุกขึ้นยืนและยิ้มน้อยๆ
“ถ้าไม่สบายใจก็คุยกับเขา ถามเขาไปตรงๆเลยว่ารักหรือเปล่า...ถ้าเขารักจริง เขาก็ต้องกล้าบอกว่ารัก และไม่ว่าจะยังไง เขาก็ต้องปกป้องนายอย่างถึงที่สุดจากคำทำนายนั่น จริงไหม?” แจจุงยิ้มน้อยๆก่อนจะดึงกระเป๋านักเรียนขึ้นมา
“เรื่องเอกสารงานโรงเรียนฉันจะจัดการให้นะ...คุณยูชอนมารับนายแล้ว” แจจุงพยักเพยอไปทางประตูโรงเรียน ซึ่งร่างสูงที่กล่าวถึงยืนพิงรั้วอยู่ จุนซูรีบชะโงกหน้าตามก่อนจะเม้มปากแน่น
ทุกครั้งที่พันตำรวจเอกมารับ คุณหนูตัวน้อยจะรีบลงจากตึกเรียนด้วยสีหน้าเป็นสุข แต่วันนี้จุนซูกลับเดินเอื่อยๆและมีสีหน้ากังวลใจ ...ถ้ามันจริงอย่างที่แจจุงพูด...เราจะทำยังไง...
“ว่าไงตัวเล็ก การบ้านเยอะหรอถึงได้ดูเหนื่อยๆ” เสียงทุ้มเอ่ยทัก เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่สดใสเหมือนเมื่อเช้า
“ครับ...” จุนซูฝืนยิ้มก่อนจะสวมหมวกกันน็อคสีขาว
“เดี๋ยวแวะไปที่ทำงานฉันแปปหนึ่งนะ ยุนโฮอยากสอบปากคำนายน่ะ” ยูชอนยิ้มพลางยกมือลูบผมนิ่มอย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะยืนอยู่ข้างๆตัวเล็กเอง” เสียงทุ้มเอ่ยนุ่ม ถึงแม้จะไม่ได้สวยหรูอะไร แต่มันก็สามารถทำให้ร่างเล็กคลายความกังวลลงไปได้บ้าง จุนซูฉีกยิ้มออกมาอย่าลืมตัว และรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด
.
.
.
.
ห้องสี่เหลี่ยมเล็กห้องหนึ่งมีโต๊ะเหล็กวางอยู่ตรงกลางห้อง ภายในมีคนอยู่ 5 คน เป็นผู้ใหญ่เสีย 4 และเด็กหนุ่มอีก 1 ร่างเล็กนั่งบนเก้าอี้เหล็กกลางห้องตรงข้ามกับพันตำรวจร่างสูงใบหน้าหล่อเหลา ข้างกายร่างเล็กเป็นนายตำรวจแสนคุ้นเคย หลังห้องเป็นตำรวจสาวและจ่าตำรวจ
“ไม่ต้องเกร็งนะ ค่อยๆเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด เท่าที่จุนซูจำได้” ยุนโฮพูดยิ้มๆ พยายามสร้างบรรยากาศเป็นกันเองให้กับคุณหนูตัวน้อยมากที่สุด
“คืนนั้น...คุณยูชอนบ่นว่าหิว อยากกินบะหมี่หมูแดง...ทั้งๆที่กินแฮมเบอเกอร์ไปแล้วสามชิ้น” เหล่าตำรวจทั้งหลายต่างตวัดสายตามองร่างสูงกลางห้องเป็นตาเดียว ยูชอนหันใบหน้าหนีและกลอกตาไปมา แสร้งทำเป็นไม่รู้ตัว
“คุณยูชอนยัดเยียดให้ผมลงไปซื้อบะหมี่หมูแดง ผมทนเสียงบ่นไม่ไหวเลยยอมลงไปซื้อมาให้” จากจุดนี้ เล่นเอาพันตำรวจเอกสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงสายตาอาฆาตหลายๆคู่
“ผมไปตามทางที่คุณยูชอนบอก แต่ผมเจอร้านราชาโจ๊กหมู ไม่ใช่บะหมี่หมูแดง ผมเลยซื้อโจ๊กมาให้แทน...”
“ขากลับ ผมเดินคิดนู่นคิดนี่ คิดว่าจะทำอะไรเพื่อสุขภาพให้คุณยูชอนทานดี เลยไม่ได้มองทางกลับบ้าน” ร่างเล็กสูดหายใจเข้าลึก มือเรียวกำหน้าตักแน่น
“พอมารู้ตัวอีกที ผมก็อยู่ในซอยมืดๆแล้วล่ะฮะ” ใบหน้าหวานก้มต่ำ ความกลัวเริ่มครอบคลุมจิตใจอีกครั้ง ทันใดนั้นมีสัมผัสอบอุ่นยังบ่าเล็ก จุนซูเงยหน้ามองก็พบกับใบหน้าคมกำลังยิ้มบางเป็นกำลังใจ
“ผมรู้สึกไม่ดีเลยรีบวิ่งออกมา ซึ่งตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงแปลกๆ” นายตำรวจวทุกคนมีปฏิกิริยา โบอาดึงปากกาขึ้นมาเตรียมจดทันที ยุนโฮเลิกคิ้วและปรับท่านั่งให้ถนัด เช่นเดียวกับจ่าตำรวจอิลกุกที่ยืนกอดอกฟังอย่างตั้งใจ
“ในตรอกแคบๆมืดๆพื้นแฉะๆ มีคนนอนอยู่บนพื้น แล้วก็มีคนคร่อมอยู่ ในมือถือมีดและแทงคนที่นอนอยู่น่ะฮะ” ยุนโฮกระตุกคิ้วสูง และรีบเปิดแฟ้มที่พกติดตัวมาด้วยทันที
“เขาแทงดังฉึกๆ หลายทีมาก ตอนนั้นมันมืดมากทำให้ผมมองอะไรไม่ชัดเจน เห็นแค่เงาลางๆฮะ” จุนซูหยุด กระพริบตาปริบๆ
“ผมเผลอร้อง ‘อ๊ะ’ แล้วคนๆนั้นก็หันมา ผมเลยวิ่งหนีน่ะฮะ” ใบหน้าหวานก้มต่ำอีกครั้ง ยุนโฮพยักหน้าช้าๆก่อนจะใช้เรียวนิ้วกุมขมับ
“แล้วจุนซู...” ยุนโฮกำลังจะถามคำถาม แต่ก็ถูกเสียงเล็กใสเอ่ยตัดอย่างรัวเร็วว่า
“พอผมกลับไปถึงห้อง คุณยูชอนก็โวยวายฮะ ว่าทำไมซื้อโจ๊กหมูมา ไม่ใช่บะหมี่หมูแดง แล้วคุณยูชอนก็งอน แถมยังไม่ยอมกินโจ๊กด้วย ต้องให้ผมป้อนถึงจะยอมกิน แล้วก็ทำตัวเหมือนเด็ก...” ทุกคนอ้าปากค้าง และส่งสายตาระอาไปยังพันตำรวจ
“พอแล้วจุนซู ละเอียดเกินไปแล้ว” ยูชอนรีบใช้มือปิดปากเล็กไว้ก่อนที่ร่างบางจะพูดมากไปกว่านี้ โบอาเดินมาหยุดข้างยุนโฮ
“จุนซูพอจะจำรูปลักษณ์คนร้ายได้บ้างไหม” ยุนโฮเอ่ยถาม
“ก็...รูปร่างใหญ่ๆอ่ะ ตัวบึกๆหน่อย น่าจะตัวใหญ่กว่าคุณยูชอนซะอีก” จุนซูทำหน้าครุ่นคิด
“ประมาณพี่คนนั้นอ่ะฮะ” ร่างเล็กชี้ไปทางจ่าตำรวจ
“งั้นก็ประมาณ 187...ผมสูง 187 ครับสารวัตรจอง” อิลกุกเอ่ย ยุนโฮพยักหน้า ส่วนโบอาก็จัดข้อมูลอย่างรวดเร็ว
“เขาถือมีดทำครัวฮะ เป็นมีดตัดเนื้อ คาร์ฟวิ่งไนฟ์อ่ะฮะ” ยูชอนเลิกคิ้ว
“รู้ได้ยังไงน่ะ” ยูชอนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ผมทำอาหารบ่อยนี่ มีดพวกนี้มันคมมากเลยนะ ราคาก็แพง คนร้ายท่าจะมีฐานะพอสมควรนะ” เสียงเล็กเอ่ยใสไปตามความคิดของตนเอง ซึ่งทำเอาเหล่าผู้ใหญ่อึ้งไปตามๆกัน
“เป็นคดีเดียวกันจริงๆด้วยและจุนซูเป็นพยานคนสำคัญ” โบอากล่าว
“จากที่ฟังมา มันก็คงเป็นแบบนั้น และแน่นอนว่าคนร้ายต้องคิดจะฆ่าปิดปากจุนซูแน่ๆ” ยุนโฮเอ่ย และเปิดแฟ้มอีกอัน หมุนให้ร่างเล็กดู
“คดีฆาตกรรมผู้หญิงต่อเนื่องของฉัน และคดีเด็กของยูชอน เป็นฝีมือคนๆเดียวกับคดีฆาตกรรมแม่ลูกเมื่อ 2 ปีก่อน และน่าจะเป็นฝีมือเดียวกับที่ลักพาตัวจุนซูไป” ยุนโฮรวบมือประสานไว้บนโต๊ะก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง
“เอาล่ะ ตอนนี้ท่านผู้กำกับมอบหมายให้ฉันเป็นเจ้าของคดี ตอนนี้มีคนตายไปแล้ว 4 หากรวมเมื่อสองปีที่แล้วด้วยเป็น 8 หลักฐานที่หาได้ก็ระบุชัดเจนว่าเป็นคนๆเดียวกัน”
“และตอนนี้เรามีพยานคนสำคัญอยู่ตรงหน้าและกำลังตกอยู่ในอันตราย” ยุนโฮลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ทุกท่าน...คดีนี้ไม่ใช่คดีฆ่าหึงโหด ไม่ใช่คดีฆ่าตัวตาย แต่มันคือคดีของฆาตกรโรคจิตคนหนึ่งที่พวกเราไม่รู้จุดประสงค์ของมัน เพราะฉะนั้น...”
“ผม...สารวัตรจอง ยุนโฮต้องการความช่วยเหลือจากทุกคนในห้องนี้ รวมทั้ง...” ยุนโฮตวัดมองสารวัตรอีกนาย
“จับคนชั่วเข้าตะราง ลงโทษให้สาสมกับสิ่งที่มันทำเอาไว้” ยูชอนพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะหลับตาลง
“เพราะฉะนั้น พวกเราต้องทำงานเต็มที่ เพื่อประชาชนของพวกเรา” ร่างเล็กฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ มันช่างน่าชื่นชมมากจริงๆกับความตั้งใจในหน้าที่ของตำรวจ
จ่าตำรวจอิลกุกเดินคุยกับโบอาระหว่างเดินออกจากห้อง ยุนโฮเก็บแฟ้มให้เรียบร้อยและทำท่าจะออกไป
“ยุนโฮ ฉันอยากให้มีคนคุ้มกันจุนซูด้วยน่ะ นายพอจะจัดหาให้ได้ไหม?” ยูชอนใช้จังหวะที่เพื่อนสนิทกำลังจัดเรียงแฟ้มเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมา สารวัตรจองเลิกคิ้วสูง
“มันต้องเก็บจุนซูแน่ๆ มันคงไม่ปล่อยไว้หรอก” เสียงทุ้มเอ่ยจริงจังซึ่งยุนโฮก็เข้าใจดี
“ได้ จุนซูเป็นพยานคนสำคัญและบางทีเราอาจใช้ประโยชน์จากตัวจุนซูได้ ฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้” ยุนโฮยิ้มและเดินออกจากห้องไป จุนซูเงยหน้ามองร่างสูง พยายามเก็บอาการสั่นไหวในใจไว้ บทสนทนาเมื่อครู่กำลังทำให้ความเชื่อของตนต่อตัวเจ้าชายลดลงอย่างรวดเร็ว
...ความเชื่อมั่นที่ว่า เจ้าชายปกป้องเขา เพียงเพราะเป็นพยานคนสำคัญอย่างนั้นหรือ?...
“เอ่อ...คุณยูชอนฮะ” มือเล็กเกาะต้นแขนแกร่งแน่น อยากจะรู้ความจริงมากเหลือเกินว่าที่ร่างสูงทำไปทั้งหมด ทำเพื่ออะไรกันแน่
“ว่าไง? มีอะไรหรอตัวเล็ก?”
“เอ่อ คือ...คือ...” แต่แล้วคุณหนูตัวน้อยกลับพูดไม่ออก เพราะเขาเองก็กลัวคำตอบที่จะได้รับ กลัวว่าสิ่งที่คิดไว้เป็นเพียงความฝัน
...หากความจริง มันคือสิ่งลวง หากความจริง มันเป็นเพียงหมอกควัน...
...หากเจ้าชายแสนอ่อนโยนคนนั้น ทำเพราะพยานคนสำคัญ...
“มีอะไรก็ว่ามาสิ อ้ำๆอึ้งๆอยู่ได้” ยูชอนเอ่ยเร่ง
“เอ่อ คือ...เดี๋ยวแวะซื้อของที่ซุปเปอร์หน่อยนะฮะ เสบียงในตู้เย็นใกล้หมดแล้ว” จุนซูพูดรัวเร็วแก้ตัวไป ก่อนจะยิ้มกว้างเป็นการปิดบังความในใจ
“เอาสิ แชมพูกับสบู่ก็หมด ตัวเล็กเล่นบีบไม่ยั้งเลย ใช้เปลืองชะมัด”
“ขอโทษฮะ” ใบหน้าหวานเจื่อนลง ไม่ใช่เพราะเรื่องสบู่ แต่เป็นเพราะ ตัวเองไม่กล้าถามออกไปตรงๆ
“คิดมากไปได้หน่า...ป่ะ ซื้อของเข้าบ้านดีกว่าเนอะ” ยูชอนยิ้มกว้างและคว้ามือเรียวมากุมมือ ร่างสูงจูงมือเล็กตลอดทางที่เดินด้วยกัน
...คุณเคยไม่มั่นใจอะไรบ้างไหม?...
...อยากจะถามแต่ก็ไม่กล้า เพราะกลัวคำตอบ กลัวว่าใจจะรับไม่ไหว...
...บางทีเราคงต้องเก็บเงียบไว้...
...และคอยดูการกระทำของเขาแทน...
หลังจากนั้นอีกสองสามวัน คุณหนูตัวน้อยก็มักแวะเวียนมายังกรมตำรวจลับอยู่บ่อยครั้ง เพื่อรับรู้ความเคลื่อนไหวของคดีที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ไม่มีหลักฐานเพิ่มเติม ไม่มีอะไรคืบหน้า ซ้ำคนร้ายยังหายเข้ากลีบเมฆ ตอนนี้ทีมสอบสวนรู้อะไรไม่มากนัก และข้อมูลที่ได้มาก็คล้ายๆกับข้อมูลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จุนซูสังเกตว่าพักนี้พันตำรวจเอกปาร์ค ยูชอนดูจะหงุดหงิดง่ายเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเครียดกับคดีก็เป็นได้
“ทำไมถึงไม่อนุญาตวะ! เรื่องนี้มันสำคัญนะโว้ย” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างหัวเสีย จนร่างเล็กข้างๆสะดุ้งด้วยความตกใจ
“ใจเย็นๆดิวะ ฉันก็พยายามกล่อมอยู่” ยุนโฮถอดหายใจออกมาก่อนจะหันมาพูดกับร่างเล็ก
“ช่วงนี้ระวังตัวเองมากๆนะจุนซู ฉันพยายามขอบอดี้การ์ดคุ้มครองอยู่ แต่ดูท่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้”
“ไม่เป็นไรฮะ ผมจะดูแลตัวเองดีๆฮะคุณยุนโฮ” จุนซูยิ้มและโค้งขอบคุณ
“ทำไมวะไอ้ยุน กูไม่เข้าใจวะ กะอีแค่ขอ2-3คนเองอ่ะ” ยูชอนยังคงหัวเสียไม่เลิก
“ช่วงนี้คนชั่วมันเยอะ ไม่มีใครว่างเลยเว้ย ตำรวจวุ่นวายกันหมด...แกเซ็ง ฉันก็เซ็ง...ไม่งั้นก็ต้องเป็นแกอ่ะแหละ คอยดูแลจุนซูให้ดี” ยุนโฮอารมณ์เสียไม่แพ้กัน ร่างสูงนั่งลงกับเก้าอี้
“ฉันทำอยู่แล้วล่ะหน่า...แต่บางทีคนเดียวมันก็ไม่พออ่ะ”
“ก็เอาอิลกุกอีกคนสิฟระ อยู่ทีมเดียวกับแกนี่ไอ้โง่!!!” ยุนโฮส่ายหัวไปมาอย่างระอา จุนซูใช้มือปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะ
“กลับบ้านดีกว่าตัวเล็ก ข้างนอกมันไม่ปลอดภัย” ยูชอนคว้าแขนเรียวให้ออกเดินตามมา ร่างเล็กกึ่งวิ่งกึ่งเดินเพื่อตามความเร็วของร่างสูงให้ทัน พักนี้นายตำรวจไม่อยากให้จุนซูออกจากบ้านสักเท่าไร จะไปไหนต้องบอกก่อนทุกครั้ง และต้องมีร่างสูงติดตามไปทุกหนทุกแห่ง
จุนซูอมยิ้มเมื่อรับรู้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาโอบรอบมือเล็กของตน ถึงแม้จะมีรอยยิ้ม แต่สีหน้าหวานในยามนี้ดูกังวลระคนเศร้า ร่างเล็กยังคงจมอยู่ในความคิดเดิมๆที่ยังค้างคาใจ กายบางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อตนเองถูกยกอุ้มลอยและวางอย่างบรรจงบนเบาะนั่งของชอปเปอร์
“เหม่ออีกแล้ว เป็นอะไรหรอตัวเล็ก?” ยูชอนใส่หมวกกันน็อคให้ ก่อนจะสวมให้ตัวเอง
“เอ่อ...คุณยูชอน...คิด...” เสียงหวานเอ่ยแผ่ว สองมือเล็กกำแน่นยังหน้าตัก
“คิดว่าพยานสำคัญไหมฮะ” ร่างสูงเลิกคิ้ว
“สำคัญสิ ฉันถึงอยากให้มีคนคอยคุ้มกันตัวเล็กตลอด 24 ชั่วโมงไง” นายตำรวจเอ่ยเร็วๆก่อนจะก้าวขึ้นชอปเปอร์และขับออกไป จุนซูเกาะแผ่นหลังกว้างเช่นเดิม หัวใจเหมือนถูกบีบจนเจ็บไปหมด
.
.
.
.
คิม จุนซูยืนอยู่ตรงระเบียงข้างห้อง ใบหน้าหวานเงยมองท้องฟ้าในยามค่ำคืน แสงดาวดาษดาเต็มผืนฟ้ากว้าง สวยงามน่าจับตามอง ใบหน้าหวานอมยิ้มกับภาพทิวทัศน์ตรงหน้าก่อนจะซบใบหน้าลงกับท่อนแขนเรียวของตน
...เรามันก็แค่พยานคนสำคัญ...
ร่างบางหลับตาลง ริมฝีปากบางเม้มแน่นพยามกลั้นไม่ไห้น้ำตาไหลออกมา แต่เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเรียวเริ่มแดงก่ำและมีหยดน้ำใสคลอจนเห็นภาพเมืองโซลพร่ามัว รู้สึกเสียดทุกลมหายใจ ทันใดนั้นเอง กายบางถูกดึงเข้ามากอดแนบแน่นกับแผ่นอกกว้าง และรู้สึกถึงริมฝีปากอุ่นสัมผัสอย่างนุ่มนวลยังขมับเล็ก
“นายมีเรื่องกังวลใจนะตัวเล็ก...เล่าให้ฟังหน่อยสิ” เสียงทุ้มคลอเคลียใบหูบาง จุนซูเงยใบหน้าสบแววตาคม
“ผม...ไม่มีอะไรหรอกฮะ...ผมก็แค่พยานของคุณเท่านั้นเอง” ร่างเล็กหันหน้าหนีและผลักกายแกร่งออกเบาๆ
“เป็นอะไรไปน่ะ ไม่สมเป็นมินิจุนนี่ของฉันเลย” ดวงตาเรียวเบิกกว้างและใจเต้นแรง ยังไงคุณหนูตัวน้อยยังคงหวั่นไหวกับคำพูดของเจ้าชาย
“ไม่มีอะไรหรอกฮะ ผมอยากอยู่คนเดียว” จุนซูฝืนยิ้มบางและทำท่าจะกลับเข้าไปในห้อง เอวบางถูกมือหนาดึงเข้ามากอดอีกครั้ง
“สัญญาแล้วนี่ มีอะไรก็บอกกันสิ” ร่างสูงเอ่ยแหบ แววตาคมเข้มแสดงความห่วงใย จุนซูกลอกตาไปด้านบนก่อนจะพ่นลมออกจมูกแรงๆและเริ่มระบายออกมา
“ผมคิดมาตลอดว่าคุณน่ะ...เอ่อ...” คำถามมากมายจุกอกไปหมด จนไม่รู้ว่าตัวเองจะเริ่มจากตรงไหนดี ใบหน้าหวานสะบัดไปมาเร็วๆก่อนจะเริ่มเอ่ยใหม่
“คุณบอกว่า คุณรู้สึกดีที่อยู่กับผม...ตอนที่ได้ยินผมดีใจมากและคิดว่าคุณจะปกป้องผมได้...”
“ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ เป็นอะไรที่มากกว่าพยานคนสำคัญ...คิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ...ของคุณ” ร่างเล็กก้มหน้าลง มือเรียวทั้งสองกำแน่น
“และตอนนี้...ผมสับสน...ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไงกับผมกันแน่...”
“คุณยูชอน...คุณรักผมบ้างไหม...” เสียงหวานเอ่ยแผ่วราวกระซิบ ความอัดอั้นในใจถูกระบายออกมาในรูปของน้ำตา ยูชอนก้มมองร่างบางด้วยสีหน้านิ่ง ใบหน้าคมครุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่ง ร่างสูงย่อตัวลงนั่งให้ความสูงอยู่ระดับเดียวกับร่างเล็ก
“ฟังฉันนะจุนซู...นายคือคนสำคัญของฉัน...” สองมือหนาประคองพวงแก้มใสให้สบแววตาของตนเอง ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มละมุมพลางใช้นิ้วเรียวปาดคราบน้ำตาให้แห้งไป
“นายเป็นคนที่ฉันอยากปกป้องด้วยชีวิตของฉัน นายเป็นคนที่ฉันต้องการให้อยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป...”
“และ...”
ใบหน้าคมขยับเข้ามาใกล้ จนริมฝีปากอิ่มทาบทับสนิทพอดีกับกลีบปากบาง เรียวลิ้นอุ่นไล้เลียอย่างแผ่วเบา ดูดดุนเป็นจังหวะเนินนาบ ส่งความในใจแสนลึกซึ้งผ่านการกระทำ สัมผัสอบอุ่นอันอ่อนโยนถูกถ่ายทอดยังร่างเล็ก จุนซูหลับตาลงและจูบตอบรับอย่างไม่ประสีประสา วงแขนเล็กโอบรอบคอแกร่งก่อนจะเผยอปากเพื่อให้ร่างสูงได้สอดแทรกเข้ามายังภายใน
ความอุ่นใจเข้ามาแทนที่ ความอบอุ่นเข้ามาเติมเต็ม คุณหนูตัวน้อยรู้สึกปลอดภัยในอ้อมแขนนี้ มือเรียวเกาะกุมแผ่นกลังกว้างแน่น เรี่ยวแรงค่อยๆสลายหายไปพร้อมกับสิ่งอึดอัดในใจ ยูชอนถอนจูบอย่างอ้อยอิ่งและยังคงซ้ำสัมผัสเดิมด้วยการจูบกลีบปากบางหนักๆเป็นการทิ้งท้าย
“นายจะเป็นคนเดียวที่ฉันทำแบบนี้นะตัวเล็ก” ยูชอนยิ้ม ก่อนจะหลับตาลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา จุนซูกระโจนกอดกายแกร่งเอาไว้แน่น และร้องไห้ออกมา
“อย่าร้องไห้สิ...ฉันปลอบไม่เก่งนะรู้ไหม” เสียงทุ้มเอ่ยติดตลก มือหนาลูบแผ่นหลังบางเป็นการปลอบใจ มืออีกข้างคอยลูบผมนิ่มเป็นการปลอบโยน
...บ้าที่สุด...เรามันบ้า...
...ทั้งๆที่คุณยูชอนอ่อนโยนกับเรามากขนาดนี้...
...ทั้งที่เขาบอกรักเราผ่านริมฝีปาก...
...เขาดีกับเรามากขนาดนี้ แต่เรากลับไม่เชื่อใจเขา...
“ผมขอโทษฮะ...ผมจะไม่คิดมากอีกแล้ว” จุนซูซบใบหน้ากับบ่าแกร่งแน่น น้ำตามากมายซึมบนบ่าร่างสูงเป็นวงกว้าง กายบอบบางสั่นสะท้านในอ้อมกอดของนายตำรวจ
“เอาเวลาคิดมาก ไปคิดเมนูอร่อยๆให้ฉันดีกว่าหน่า” ยูชอนพยายามเรียกรอยยิ้มจากคนตัวเล็ก จุนซูยิ้มกว้างและทุบแผ่นหลังกว้างเบาๆทีหนึ่ง
“พรุ่งนี้ผมจะทำแฮมเบอร์เกอร์ให้คุณกินนะ” เสียงหวานกลับมาสดใสดังเดิม ร่างเล็กออกแรงกอดร่างสูงแน่นจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียว จุนซูยิ้มอย่างสุขใจที่ได้กอดเจ้าชายของตนและเจ้าชายก็กอดเขาไว้เช่นเดียวกัน
...คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการกระทำจากคนที่เรารัก...
...เพราะบางทีคำพูดมันก็ไม่จำเป็น...
...คำตอบ...มันฟ้องในแววตาคมเข้มคู่นั้นแล้ว...
TBC
สาดน้ำ
